เล่น Duolingo ทุกวันช่วย TOEIC ไหม? ช่วยพื้นฐานได้ แต่ข้อสอบ 200 ข้อ 7 Part ต้องฝึกรูปแบบเพิ่ม
ทีมบรรณาธิการ Otteric ・ เผยแพร่
สรุปสั้น ๆ
เล่น Duolingo ทุกวันช่วยพื้นฐานที่ TOEIC ต้องใช้ได้ เช่น คำศัพท์ ไวยากรณ์ และความเคยชินกับการฟังภาษาอังกฤษ แต่ไม่ได้ฝึกรูปแบบข้อสอบ TOEIC L&R ซึ่งมี 200 ข้อ 7 Part ใช้เวลา 120 นาที (Listening 45 นาที / Reading 75 นาที) และ Duolingo เองก็ไม่ได้บอกว่าคอร์สเตรียมสอบ TOEIC ข้อมูลทางการของ Duolingo บอกว่าคอร์สภาษาอังกฤษจัดตามระดับ CEFR และสำหรับผู้เรียนส่วนใหญ่มีเนื้อหาให้เรียนได้ถึงระดับ B2 ส่วน Duolingo Score (0–160) เป็นตัววัดความคืบหน้าในคอร์ส ไม่ใช่คะแนนสอบ จึงแปลงเป็นคะแนน TOEIC ตรง ๆ ไม่ได้ ถ้าเล่นมา 3 เดือนแล้ว ขั้นต่อไปที่แนะนำคือ วัดระดับด้วยข้อสอบแนว TOEIC ก่อน แล้วเพิ่มการฝึกตามรูปแบบข้อสอบ โดยยังเล่น Duolingo ต่อได้ ถ้าอยากรู้ระดับเร็ว ๆ Otteric มีแบบทดสอบ 14 ข้อ ประมาณ 6 นาที ทำได้ก่อนสมัครสมาชิก (ตรวจสอบเมื่อ 28 ตุลาคม 2569)
"เล่น Duolingo ทุกวันมา 3 เดือนแล้ว จะช่วยให้สอบ TOEIC ได้คะแนนดีขึ้นไหม หรือต้องใช้แอปที่ทำ TOEIC โดยเฉพาะ" คำถามนี้ไม่มีคำตอบว่าใช่หรือไม่ใช่แบบเดียว เพราะ Duolingo กับ TOEIC ตั้งใจวัดและฝึกคนละเรื่อง ส่วนที่ทับกันมีจริง แต่ส่วนที่ไม่ทับกันก็มีมาก
บทความนี้เริ่มจากดูว่า Duolingo ประกาศไว้อย่างเป็นทางการว่าคอร์สภาษาอังกฤษสอนอะไร ฟรีกับ Super ต่างกันอย่างไร แล้วเทียบกับรูปแบบข้อสอบ TOEIC Listening & Reading จากเว็บไซต์ของ CPA (Thailand) ผู้จัดสอบในไทย ข้อมูลทั้งหมดตรวจสอบเมื่อ 28 ตุลาคม 2569 ส่วนที่เป็นการประเมินของผู้เขียนจะเขียนบอกไว้ชัด ๆ ไม่ได้เอามาจากงานวิจัยหรือข้อมูลทางการ
Duolingo ตั้งใจสอนอะไร: ดูจากข้อมูลทางการ
จากหน้าแอปบน App Store ไทย และบล็อกทางการของ Duolingo สรุปได้ดังนี้
- ทุกคอร์สฟรี หน้า App Store ไทยเขียนว่า "Every course is free" และมีภาษาอังกฤษอยู่ในรายชื่อคอร์ส
- คอร์สภาษาอังกฤษจัดตามระดับ CEFR บทความ How Duolingo teaches English (7 สิงหาคม 2567) บอกว่ามีหน่วยใหม่เกือบ 200 ยูนิตในคอร์สภาษาอังกฤษ โดย Section 5–6 เป็นเนื้อหาระดับ B1 และ Section 7–8 เป็นระดับ B2 แบบฝึกในส่วนนี้เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด และตั้งใจฝึกการอ่าน การฟัง การพูด และการเขียนไปพร้อมกัน หัวข้อมีทั้งสัมภาษณ์งานและการต่อรอง บทความนี้ไม่ได้ระบุว่าคอร์สสำหรับผู้พูดภาษาไทยได้เนื้อหานี้ด้วยหรือไม่
- มีเนื้อหาให้เรียนถึง B2 บทความ Courses teach advanced content (22 เมษายน 2569) เขียนตอนต้นว่า ผู้ที่เรียนภาษาอังกฤษบน Duolingo "แทบทุกคน" (almost anyone) เรียนเนื้อหาได้ถึงระดับ B2 ของ CEFR (Duolingo Score 129) ส่วนช่วงที่ระบุรายชื่อคอร์สเขียนว่าเนื้อหานี้เปิดให้ "ผู้เรียนส่วนใหญ่" (most learners) ไม่ว่าจะเรียนจากภาษาไหน โดยไม่ได้บอกว่ากลุ่มไหนยังไม่ได้ ทั้งสองประโยคพูดถึงการมีเนื้อหาให้เรียน ไม่ได้แปลว่าผู้เรียนส่วนใหญ่เรียนจนถึง B2 แล้ว คอร์สที่คุณใช้อยู่มีถึงระดับไหน ดูได้ในแอปเอง
- Duolingo Score คือความคืบหน้า ไม่ใช่คะแนนสอบ บทความ Duolingo Score (23 ตุลาคม 2567) อธิบายว่าเป็นตัวเลข 0–160 ที่บอกว่าเรียนเนื้อหาในคอร์สไปถึงไหน เช่น 60–79 คือช่วงต้นของ B1 และ 100–114 คือช่วงต้นของ B2 คอร์สที่ไกลที่สุดตอนนี้ไปถึง 129 ซึ่งคือปลาย B2 ตอนที่เขียนบทความนั้น Score แสดงเฉพาะผู้เรียนภาษาสเปน ฝรั่งเศส และอังกฤษ บทความไม่ได้บอกว่าเป็นคะแนนรับรองความสามารถ (ข้อสอบรับรองของ Duolingo คือ Duolingo English Test ซึ่งเป็นอีกแอปหนึ่ง)
- ไม่พบคำว่า TOEIC ในหน้า App Store ไทยและบทความที่อ้างถึงข้างบนซึ่งเราเปิดดู ไม่เห็นส่วนไหนพูดถึงการเตรียมสอบ TOEIC
งานวิจัยของ Duolingo บอกอะไร และไม่ได้บอกอะไร
Duolingo มีรายงานวิจัย (19 กันยายน 2565) ที่วัดผู้เรียนคอร์สภาษาอังกฤษสำหรับผู้พูดภาษาสเปน 263 คน ซึ่งไม่ได้เรียนภาษาอังกฤษที่อื่น ใช้ข้อสอบภายนอกชื่อ STAMP 4S วัดเฉพาะการอ่านกับการฟัง ผลคือคนที่เรียนจบระดับ A2 ได้ผลการอ่านระดับ Intermediate High และการฟังระดับ Intermediate Mid ตามสเกล ACTFL
ข้อนี้บอกว่า Duolingo ช่วยการอ่านและการฟังได้จริงในระดับเริ่มต้น แต่มีข้อจำกัด 3 ข้อที่ควรรู้ ได้แก่ เป็นงานวิจัยของบริษัทเอง ผู้เรียนเป็นคนพูดภาษาสเปน ไม่ใช่ภาษาไทย และไม่ได้ใช้ข้อสอบ TOEIC จึงสรุปไม่ได้ว่าเล่นกี่เดือนแล้วจะได้ TOEIC กี่คะแนน
Duolingo ฟรีกับ Super ต่างกันอย่างไร
| Duolingo ฟรี | Super Duolingo | |
|---|---|---|
| บทเรียนในคอร์ส | หน้า App Store ไทยระบุว่าทุกคอร์สฟรี | คอร์สเดียวกัน |
| โฆษณา | มี (หน้าแอปบอกว่า Super คือการเรียนแบบไม่มีโฆษณา) | ไม่มีโฆษณา |
| พลังงาน (Energy) | มีจำกัด (หน้าแอปไม่ระบุจำนวน) | Energy ไม่จำกัด (Unlimited Energy) |
| ซ่อมสตรีก | ไม่ระบุ | ซ่อมสตรีกได้เดือนละครั้ง (Monthly Streak Repair) |
| ทดลองใช้ | – | ทดลองฟรี 14 วัน |
| ฝึกแบบข้อสอบ TOEIC | ไม่พบในคำอธิบายแอป | ไม่พบในคำอธิบายแอป |
ข้อมูลในตารางมาจากคำอธิบายแอปบน App Store ไทย (ตรวจเมื่อ 28 ตุลาคม 2569) หน้านั้นแสดงรายการซื้อในแอปหลายราคา แต่ไม่ได้บอกว่าแต่ละราคาเป็นแผนกี่เดือน บทความนี้จึงไม่ยกตัวเลขมา ถ้าจะสมัคร ให้ดูราคาและระยะเวลาในหน้าสมัครของแอปเอง
สรุปคือ Super ช่วยให้เล่นได้นานขึ้นและสะดวกขึ้น แต่ไม่ได้เพิ่มเนื้อหาแนว TOEIC ถ้าจุดประสงค์คือคะแนน TOEIC อย่างเดียว การจ่ายค่า Super ไม่ได้ช่วยเรื่องรูปแบบข้อสอบ
ข้อสอบ TOEIC L&R ออกแบบไหน
ข้อมูลจากหน้ารูปแบบข้อสอบของ CPA (Thailand) เป็นข้อสอบปรนัย 200 ข้อ คะแนนเต็ม 990 (Listening 495 / Reading 495)
| ส่วน | Part | รูปแบบ | จำนวนข้อ |
|---|---|---|---|
| Listening (ประมาณ 45 นาที) | Part 1 | ดูรูปแล้วเลือกประโยคที่ตรง | 6 |
| Part 2 | ฟังคำถามแล้วเลือกคำตอบ | 25 | |
| Part 3 | บทสนทนาสั้น 13 บท บทละ 3 ข้อ | 39 | |
| Part 4 | บทพูดสั้น 10 บท บทละ 3 ข้อ | 30 | |
| Reading (75 นาที) | Part 5 | เติมคำในประโยค | 30 |
| Part 6 | เติมคำในข้อความ | 16 | |
| Part 7 | อ่านข้อความเดี่ยว 10 ชุด | 29 | |
| Part 7 | อ่านหลายข้อความ 5 ชุด (ชุดละ 2–3 ข้อความ) | 25 |
ETS อธิบายในเอกสารเทียบ TOEIC กับ CEFRว่าข้อสอบนี้วัด ทักษะรับสาร (ฟังและอ่าน) ในบริบทชีวิตประจำวันและที่ทำงาน ส่วนการพูดและการเขียนวัดด้วย TOEIC Speaking and Writing ซึ่งเป็นอีกข้อสอบหนึ่ง และตามหน้ารูปแบบข้อสอบของ CPA ข้างบน ส่วน Reading มี 100 ข้อที่ต้องทำให้ทันใน 75 นาที
Duolingo ช่วย TOEIC ส่วนไหน และส่วนไหนช่วยน้อย
ตารางนี้เป็น การประเมินของผู้เขียน จากการเทียบข้อมูลทางการของทั้งสองฝั่ง ไม่ได้มาจากงานวิจัยที่วัดผล Duolingo กับคะแนน TOEIC และผลของแต่ละคนขึ้นกับว่าอยู่ Section ไหนของคอร์สด้วย
| ทักษะที่ TOEIC ต้องใช้ | Duolingo น่าจะช่วยแค่ไหน | ควรเพิ่มอะไร |
|---|---|---|
| คำศัพท์พื้นฐานในชีวิตประจำวัน | ช่วยได้ เป็นจุดที่ Duolingo ฝึกทุกบท | ศัพท์งานและธุรกิจ เช่น ใบแจ้งหนี้ การประชุม การจัดส่ง |
| ไวยากรณ์พื้นฐาน (กาล ประธาน–กริยา) | ช่วยได้บางส่วน ได้ใช้ซ้ำในประโยค | Part 5: แยกชนิดคำ (คำนาม/คำคุณศัพท์/คำกริยาวิเศษณ์) จากตำแหน่งในประโยค |
| ฟังประโยคสั้น ๆ | ช่วยได้ | Part 2: คำตอบที่ถูกบางครั้งไม่ตอบตรง ๆ เช่น ตอบคำถามด้วยคำถาม |
| ฟังบทสนทนายาวแล้วจับรายละเอียด | ช่วยน้อย บทฟังของ Duolingo ส่วนใหญ่สั้นกว่า | Part 3–4: อ่านคำถามล่วงหน้าแล้วฟังหาคำตอบ 3 ข้อต่อ 1 บท |
| อ่านข้อความยาวให้ทันเวลา | ช่วยน้อย | Part 7: อีเมล ประกาศ ตาราง และชุดหลายข้อความ ภายใต้เวลาจำกัด |
| แบ่งเวลาทั้งชุด 120 นาที | ไม่ได้ฝึก | ข้อสอบจำลองจับเวลา อย่างน้อยครั้งหนึ่งก่อนสอบจริง |
| พูดและเขียน | Duolingo มีฝึก | ไม่มีในข้อสอบ TOEIC L&R (มีใน TOEIC Speaking & Writing ซึ่งเป็นอีกข้อสอบหนึ่ง) |
สิ่งที่เห็นจากตารางคือ Duolingo ช่วยฐานรากของภาษา แต่ TOEIC วัดอีกชั้นหนึ่งด้วย คือ อ่านและฟังเนื้อหาแนวที่ทำงานให้ทันเวลา และรู้ว่าแต่ละ Part ออกข้อสอบแบบไหน ส่วนหลังนี้ต้องฝึกด้วยโจทย์แนว TOEIC
เทียบระดับ CEFR ของ Duolingo กับคะแนน TOEIC ได้ไหม
ETS มีตารางคะแนนขั้นต่ำของแต่ละระดับ CEFR สำหรับ TOEIC L&R ดังนี้
| ระดับ CEFR | Listening ขั้นต่ำ | Reading ขั้นต่ำ |
|---|---|---|
| A1 | 60 | 60 |
| A2 | 110 | 115 |
| B1 | 275 | 275 |
| B2 | 400 | 385 |
| C1 | 490 | 455 |
แต่ อย่าเอาไปแปลงกับระดับใน Duolingo ตรง ๆ ด้วยเหตุผล 3 ข้อ
- ETS เองบอกว่าตัวเลขนี้เป็นแนวทาง และไม่แนะนำให้ใช้เป็นเกณฑ์ตายตัว
- ระดับใน Duolingo บอกว่าเรียนเนื้อหาของระดับนั้นไปถึงไหน ไม่ได้มาจากการสอบ ส่วนตารางของ ETS คือคะแนนจากการสอบจริง
- ถึงความรู้จะถึงระดับเดียวกัน คะแนน TOEIC ก็ยังขึ้นกับความเคยชินกับรูปแบบข้อสอบและการแบ่งเวลา
วิธีที่ใช้ได้จริงกว่าคือ วัดด้วยข้อสอบแนว TOEIC โดยตรง แล้วดูว่าส่วน Listening กับ Reading อยู่ประมาณไหน
เล่น Duolingo มา 3 เดือนแล้ว ควรทำอะไรต่อ
การเล่นทุกวันติดต่อกัน 3 เดือนเป็นจุดแข็งที่หลายคนทำไม่ได้ ไม่ต้องทิ้งนิสัยนี้ แค่ต่อยอดตามลำดับนี้ (เป็นข้อเสนอของบทความนี้)
ขั้นที่ 1: ดูว่าตัวเองอยู่ตรงไหน
- ในแอป Duolingo ดูว่าเรียนถึง Section ไหน และถ้ามี Duolingo Score ให้ดูตัวเลขด้วย ข้อนี้บอกว่าเรียนเนื้อหาไปถึงไหน
- กับข้อสอบแนว TOEIC ทำแบบทดสอบวัดระดับสั้น ๆ เพื่อดูช่วงคะแนนคร่าว ๆ และดูว่า Part ไหนทำได้ไม่ดี เทียบแหล่งวัดระดับฟรีหลายแห่งได้ในบทความแบบทดสอบ TOEIC ฟรี ถ้าอยากเริ่มเลยโดยไม่สมัครอะไร แบบทดสอบของ Otteric มี 14 ข้อ ประมาณ 6 นาที
ถ้าใกล้วันสอบแล้ว หรืออยากได้ตัวเลขใกล้เคียงข้อสอบจริงกว่านี้ ให้ทำข้อสอบจำลองเต็มชุด 200 ข้อจับเวลาเพิ่มอีกครั้ง
ขั้นที่ 2: เพิ่มการฝึกตามรูปแบบ TOEIC
จากผลที่ได้ ให้เพิ่มโจทย์แนว TOEIC เข้าไปในแต่ละวัน ตัวอย่างการแบ่งเวลาวันละประมาณ 30 นาที (ข้อเสนอของบทความนี้ ไม่ใช่สูตรที่พิสูจน์แล้ว):
| ช่วง | ทำอะไร | เวลา |
|---|---|---|
| เริ่มวัน / ระหว่างเดินทาง | Duolingo ตามปกติ รักษาสตรีก | ประมาณ 10 นาที |
| ช่วงที่ตั้งใจได้ | โจทย์ TOEIC 1–2 ชุด เน้น Part ที่ผลวัดระดับออกมาไม่ดี | ประมาณ 15 นาที |
| หลังทำโจทย์ | อ่านคำอธิบายข้อที่ผิด จดศัพท์งานที่ไม่รู้ | ประมาณ 5 นาที |
ถ้าพื้นฐานยังอ่อน มักเริ่มจาก Part 5 (ไวยากรณ์และศัพท์ในประโยคเดียว) และ Part 1–2 (บทฟังสั้น) ก่อน เพราะต่อจาก Duolingo ได้ง่ายที่สุด แล้วค่อยขยับไป Part 3–4 และ Part 7 ลำดับการเรียนแบบละเอียดสำหรับคนพื้นฐานอ่อนดูได้ในบทความเริ่มเตรียม TOEIC 600 เพื่อจบการศึกษา
ขั้นที่ 3: วัดซ้ำทุก 3–4 สัปดาห์
วัดระดับด้วยข้อสอบแนว TOEIC ซ้ำเป็นระยะ ดูว่า Part ที่อ่อนขยับไหม ถ้าไม่ขยับ ให้เปลี่ยนวิธีฝึก Part นั้น ส่วนก่อนสมัครสอบจริงกับ CPA (Thailand) ควรทำข้อสอบเต็ม 200 ข้อจับเวลาให้ได้อย่างน้อย 1 ครั้ง
ต้องใช้แอป TOEIC โดยเฉพาะไหม
ถ้ามีเป้าหมายคะแนน TOEIC และมีกำหนดเวลา ควรมีอะไรสักอย่างที่ฝึกรูปแบบข้อสอบ TOEIC จะเป็นแอป หนังสือข้อสอบเสมือนจริง หรือคอร์สก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นแอปเสมอ แต่ถ้าเลือกแอป ให้เช็ก 4 อย่างนี้
- ฝึกแยกตาม Part 1–7 ได้ไหม ช่วงแรกควรเลือก Part ที่จะฝึกเองได้
- มีข้อสอบจำลองจับเวลาไหม และฟรีกี่ครั้ง ชุดเต็ม 200 ข้อต้องจ่ายหรือเปล่า
- คำอธิบายบอกเหตุผลหรือเปล่า ว่าทำไมข้อนี้ถูก ข้ออื่นผิด และหลักฐานอยู่ตรงไหนของโจทย์ ไม่ใช่มีแค่เฉลย
- มีคำอธิบายภาษาไทยไหม สำหรับช่วงที่ยังอ่านคำอธิบายภาษาอังกฤษไม่คล่อง
แอปและเว็บฝึก TOEIC ฟรีที่มีคำอธิบายภาษาไทย ซึ่งเราตรวจสอบเงื่อนไขเองแล้ว ดูได้ในบทความแอป TOEIC ฟรีที่มีเฉลยภาษาไทย
ส่วน Duolingo ไม่ต้องเลิก ถ้ามันทำให้คุณเปิดอ่านภาษาอังกฤษทุกวัน ก็ยังมีประโยชน์ต่อ แค่อย่าใช้เป็นตัวเดียวที่เตรียมสอบ
ใช้ Otteric คู่กับ Duolingo
Otteric เป็นแอปเตรียมสอบ TOEIC L&R ใช้ผ่านเบราว์เซอร์ ไม่ต้องติดตั้ง ใช้แทนขั้น 1 และ 2 ข้างบนได้ด้วยแพ็กเกจฟรี
- ก่อนสมัคร: แบบทดสอบวัดระดับ 14 ข้อ (Listening และ Reading) ประมาณ 6 นาที ไม่ต้องสมัครสมาชิก ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต ผลที่ได้คือช่วงคะแนนโดยประมาณตอนนี้ และผลราย Part (ความเห็นสั้น ๆ ต่อแต่ละ Part) ไม่ใช่คะแนนละเอียดระดับ 1 แต้ม ถ้าอยากเก็บผลไว้ต้องสมัครสมาชิกฟรี
- ฝึกโจทย์วันละ 3 ชุด ชุดละ 5–10 นาที เข้ากับช่วงเวลา 15 นาทีในตารางข้างบน ใช้กับชุดโจทย์แนะนำหรือฝึกแยกตาม Part ได้ ครบ 3 ชุดแล้ววันนั้นเริ่มชุดใหม่ไม่ได้ ต้องรอวันถัดไป แต่ทบทวน ดูประวัติการเรียน และสมุดคำศัพท์ยังใช้ได้
- คำอธิบายภาษาไทย พร้อมไฮไลต์จุดในโจทย์ที่เป็นหลักฐานของคำตอบ และคำแปลภาษาไทย
- ข้อสอบจำลอง 30 ข้อ (ประมาณ 18 นาที) เดือนละไม่เกิน 2 ครั้ง (ครั้งที่เริ่มแล้วหยุดหรือทิ้งกลางคันก็นับ) ถ้าตอบอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของข้อทั้งในส่วน Listening และ Reading จะได้คะแนนคาดการณ์
- สมุดคำศัพท์ 100 คำ ไว้เก็บศัพท์งานที่เจอในโจทย์ ครบแล้วเพิ่มคำใหม่ไม่ได้ แต่ยังทบทวนคำที่บันทึกไว้ได้
- ปฏิทินการเรียนย้อนหลัง 14 วัน และใช้แพ็กเกจฟรีได้ไม่มีวันหมดอายุ
สิ่งที่อยู่นอกแพ็กเกจฟรีคือ ข้อสอบจำลอง 50, 100 และ 200 ข้อ การฝึก ข้อสอบจำลอง และสมุดคำศัพท์แบบไม่จำกัด และปฏิทินการเรียนทั้งหมด ซึ่งเป็นของพรีเมียม ราคา ฿191/เดือน หรือ ฿1,614/ปี (ราคา ณ ตุลาคม 2569) ยกเลิกได้ทุกเมื่อ และหลังยกเลิกยังใช้ฟีเจอร์ฟรีได้ตามเดิม
ถ้ายังไม่แน่ใจว่า 3 เดือนที่ผ่านมาพาไปถึงไหน ลองทำแบบทดสอบ 6 นาทีก่อน แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะเพิ่มอะไร
Otteric ทำอะไรไม่ได้
- ไม่มีบทเรียนภาษาอังกฤษพื้นฐานแบบเรียงบทเหมือน Duolingo มีแต่โจทย์แนว TOEIC กับคำอธิบายรายข้อ ถ้ายังต้องการบทเรียนพื้นฐาน เล่น Duolingo หรือใช้หนังสือไวยากรณ์คู่กันต่อไป
- ไม่มีการฝึกพูดและเขียน และไม่มี TOEIC Speaking/Writing ถ้าต้องฝึกพูด Duolingo หรือคอร์สสนทนาเหมาะกว่า
- ไม่มีครูหรือคนตอบคำถาม ถ้าต้องการคนสอนหรือตรวจงาน คอร์สหรือติวเตอร์เหมาะกว่า
- ข้อสอบจำลอง 200 ข้อเป็นพรีเมียม ถ้าไม่อยากจ่าย ใช้หนังสือข้อสอบเสมือนจริงหรือเว็บที่ให้ทำชุดเต็มฟรี
- ผลจาก Otteric ใช้ยื่นแทนคะแนนจริงไม่ได้ ต้องสอบกับ CPA (Thailand)
เลือกตามสถานการณ์
- ยังไม่มีกำหนดสอบ อยากเก่งภาษาอังกฤษทั่วไป เล่น Duolingo ต่อได้ วัดระดับแนว TOEIC สักครั้งเพื่อดูว่าอยู่ตรงไหน
- มีเป้าคะแนนและวันยื่น เช่น เกณฑ์จบหรือสมัครงาน เพิ่มการฝึกตามรูปแบบ TOEIC ทุกวัน และทำข้อสอบเต็มชุดจับเวลาก่อนสมัครสอบ
- วัดแล้วพบว่า Reading ต่ำกว่า Listening มาก เน้น Part 5 และ Part 7 แบบจับเวลา
- วัดแล้วพบว่า Listening ต่ำ ฝึก Part 2–4 โดยอ่านคำถามล่วงหน้าก่อนฟัง
- อยากได้แค่สตรีกและความสนุก ไม่ได้รีบเรื่องคะแนน Duolingo ฟรีก็พอ ไม่จำเป็นต้องจ่ายค่า Super เพื่อ TOEIC
แหล่งข้อมูล (ตรวจสอบเมื่อ 28 ตุลาคม 2569)
- Duolingo: หน้าแอปบน App Store ไทย, How Duolingo teaches English (7 ส.ค. 2567), Courses teach advanced content (22 เม.ย. 2569), Duolingo Score (23 ต.ค. 2567), รายงานวิจัยการอ่านและการฟัง (19 ก.ย. 2565)
- CPA (Thailand): รูปแบบข้อสอบและคะแนน TOEIC L&R, หน้าแรก
- ETS: Mapping the TOEIC tests on the CEFR
คำถามที่พบบ่อย
เล่น Duolingo ทุกวันช่วยให้คะแนน TOEIC ดีขึ้นไหม?
ช่วยพื้นฐานได้ เช่น คำศัพท์ ไวยากรณ์ และความเคยชินกับการฟัง แต่ Duolingo ไม่ได้ฝึกรูปแบบข้อสอบ TOEIC L&R ซึ่งมี 200 ข้อ 7 Part ใช้เวลา 120 นาที และข้อมูลทางการของ Duolingo ก็ไม่ได้บอกว่าเป็นคอร์สเตรียมสอบ TOEIC ถ้ามีเป้าคะแนน ควรเพิ่มการฝึกตามรูปแบบข้อสอบ
Duolingo Score หรือระดับ CEFR ใน Duolingo แปลงเป็นคะแนน TOEIC ได้ไหม?
แปลงตรง ๆ ไม่ได้ Duolingo อธิบายว่า Duolingo Score (0–160) เป็นตัววัดความคืบหน้าในคอร์ส ไม่ใช่คะแนนสอบ ส่วนตารางของ ETS ที่บอกคะแนน TOEIC ขั้นต่ำของแต่ละระดับ CEFR (เช่น B1 คือ Listening 275 และ Reading 275) มาจากคะแนนสอบจริง และ ETS บอกว่าเป็นแนวทาง ไม่ใช่เกณฑ์ตายตัว
ต้องสมัคร Super Duolingo เพื่อเตรียม TOEIC ไหม?
ไม่จำเป็น หน้า App Store ไทยระบุว่าทุกคอร์สของ Duolingo ฟรี ส่วน Super ให้ไม่มีโฆษณา Energy ไม่จำกัด และซ่อมสตรีกได้เดือนละครั้ง มีทดลองฟรี 14 วัน แต่ไม่ได้เพิ่มเนื้อหาแนวข้อสอบ TOEIC (ตรวจเมื่อ 28 ตุลาคม 2569)
เล่น Duolingo มา 3 เดือนแล้ว ควรทำอะไรต่อเพื่อสอบ TOEIC?
เริ่มจากวัดระดับด้วยข้อสอบแนว TOEIC เพื่อดูช่วงคะแนนและ Part ที่ทำได้ไม่ดี จากนั้นเพิ่มโจทย์ TOEIC วันละประมาณ 15 นาทีโดยยังเล่น Duolingo ต่อได้ วัดซ้ำทุก 3–4 สัปดาห์ และทำข้อสอบเต็ม 200 ข้อจับเวลาอย่างน้อย 1 ครั้งก่อนสมัครสอบ
ใช้ Duolingo คู่กับแอป TOEIC ได้ไหม?
ได้ และเป็นวิธีที่บทความนี้แนะนำ ใช้ Duolingo รักษานิสัยเรียนทุกวัน แล้วใช้แอปหรือหนังสือแนว TOEIC ฝึก Part 1–7 กับข้อสอบจำลองจับเวลา เช่น Otteric มีแบบทดสอบ 14 ข้อ ประมาณ 6 นาที ทำได้ก่อนสมัครสมาชิก และแพ็กเกจฟรีฝึกได้วันละ 3 ชุดพร้อมคำอธิบายภาษาไทย
Otteric ใช้แทน Duolingo ได้ไหม?
ไม่ได้ทั้งหมด Otteric เป็นการฝึก TOEIC L&R ไม่มีบทเรียนภาษาอังกฤษพื้นฐานแบบเรียงบท ไม่มีการฝึกพูดและเขียน และไม่มีครู ถ้ายังต้องการบทเรียนพื้นฐานหรือฝึกพูด ใช้ Duolingo หรือคอร์สคู่กันต่อไป