TOEIC 600 เพื่อจบมหาลัย พื้นฐานอ่อนควรเริ่มจากตรงไหน? เกณฑ์จริงของมหาวิทยาลัย ลำดับการอ่าน และวิธีเลือกหนังสือ/แอป

ทีมบรรณาธิการ Otteric ・ เผยแพร่

สรุปสั้น ๆ

เริ่มจาก วัดระดับด้วยข้อสอบเต็มชุด 1 ครั้ง → ทวนไวยากรณ์พื้นฐานกับคำศัพท์ไปพร้อมกัน → ฝึกตามรูปแบบข้อสอบ โดยเริ่มที่ Part 5 และ Part 1–2 → ทำข้อสอบเต็ม 200 ข้อแบบจับเวลา ตามลำดับนี้ เกณฑ์ TOEIC เพื่อจบการศึกษาแต่ละมหาวิทยาลัยไม่เท่ากัน เช่น ประกาศมหาวิทยาลัยมหิดลกำหนด TOEIC 600 คะแนนขึ้นไปเป็นทางเลือกหนึ่ง ส่วนมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ประกาศสำหรับนักศึกษารหัส 67 เป็นต้นไป) กำหนด TOEIC ไม่น้อยกว่า 550 และทั้งสองแห่งยังมีข้อสอบอื่นให้เลือกด้วย ข้อสอบ TOEIC Listening & Reading มี 200 ข้อ ใช้เวลา 120 นาที คะแนนเต็ม 990 ในไทยจัดสอบโดย CPA (Thailand) ค่าสอบรอบ In-House แบบกระดาษในนามบุคคลทั่วไปคือ 1,800 บาท และรอบ Public คือ 2,000 บาท ผลคะแนนรับรอง 2 ปีนับจากวันสอบ (ตรวจสอบจากเว็บไซต์ทางการเมื่อ 27 ตุลาคม 2569) ถ้าพื้นฐานอ่อนมาก ให้เผื่อเวลาเป็นหลักเดือน ไม่ใช่หลักสัปดาห์

"มหาลัยกำหนดว่าต้องได้ TOEIC 600 ถึงจะจบ แต่ตอนนี้พื้นฐานอ่อนมาก" ปัญหาของคนที่อยู่จุดนี้ส่วนใหญ่ไม่ใช่การหาหนังสือไม่เจอ แต่คือ ไม่รู้ว่าจะเริ่มอะไรก่อน ถ้าเปิดข้อสอบเสมือนจริงทันที ก็จะเจอแต่ข้อที่ทำไม่ได้จนท้อ แต่ถ้าทวนไวยากรณ์อย่างเดียวไปเรื่อย ๆ ก็จะไปถึงวันสอบโดยยังไม่คุ้นกับรูปแบบข้อสอบ

บทความนี้สรุป 3 เรื่อง คือ (1) เกณฑ์ TOEIC เพื่อจบการศึกษาที่มหาวิทยาลัยประกาศไว้จริง (2) ลำดับการอ่านสำหรับคนพื้นฐานอ่อน และเวลาที่ควรเผื่อ (3) วิธีเลือกหนังสือและแอป รวมถึงแอปฟรี ข้อมูลรูปแบบข้อสอบ ค่าสอบ และการรับผลคะแนน ตรวจสอบจากเว็บไซต์ CPA (Thailand) ซึ่งเป็นผู้จัดสอบ TOEIC ในประเทศไทย เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 ค่าสอบและเงื่อนไขอาจเปลี่ยนได้ ก่อนจองสอบควรเช็กหน้าเว็บของ CPA อีกครั้ง

เกณฑ์ TOEIC เพื่อจบมหาลัย: แต่ละแห่งกำหนดไม่เหมือนกัน

ไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้กับทุกมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยหลายแห่งออกประกาศเกณฑ์ภาษาอังกฤษของตัวเองให้สอดคล้องกับประกาศคณะกรรมการมาตรฐานการอุดมศึกษา เรื่อง นโยบายการยกระดับมาตรฐานภาษาอังกฤษในสถาบันอุดมศึกษา ตัวอย่างจากประกาศทางการ 2 แห่ง:

มหาวิทยาลัยใช้กับใครเกณฑ์ TOEICทางเลือกอื่นในประกาศเดียวกัน (บางส่วน)
มหาวิทยาลัยมหิดลนักศึกษาปริญญาตรี (ชื่อไฟล์ประกาศระบุว่าเป็นของหลักสูตรไทย; ประกาศ พ.ศ. 2569 มีผลตั้งแต่ปีการศึกษา 2568)600 คะแนนขึ้นไปMU-ELT 84 ขึ้นไป, TOEFL iBT 64 ขึ้นไป, IELTS 5.0 ขึ้นไป, Duolingo English Test 90 ขึ้นไป ฯลฯ
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์นักศึกษาปริญญาตรีที่เข้าศึกษาตั้งแต่ปีการศึกษา 2567 (รหัส 67 เป็นต้นไป)ไม่น้อยกว่า 550PSU-EST 56, TOEFL 450, IELTS 5

รายละเอียดที่ควรรู้จากประกาศทั้งสองฉบับ:

  • มหิดลระบุว่า TOEIC 600 เป็นหนึ่งในทางเลือก โดยประกาศมหาวิทยาลัยมหิดล เรื่อง มาตรฐานความรู้ภาษาอังกฤษของนักศึกษาหลักสูตรระดับปริญญาตรี พ.ศ. 2569 กำหนดให้นักศึกษามีความสามารถเทียบเคียง CEFR ระดับ B2 ก่อนสำเร็จการศึกษา ตามเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่ง และยังมีทางผ่านจากรายวิชา คือ LAEN 105 English Level 3 หรือ LAEN 124 Upper Intermediate English ที่ได้คะแนนรวมไม่น้อยกว่า 65 จาก 100 นอกจากนี้ถ้าหลักสูตรใดกำหนดเกณฑ์สูงกว่า ต้องใช้เกณฑ์ของหลักสูตร ชื่อไฟล์ของประกาศฉบับนี้ระบุว่าเป็นของหลักสูตรไทย หลักสูตรนานาชาติจึงอาจใช้เกณฑ์อื่น ควรเช็กกับคณะหรือหลักสูตรของตัวเอง
  • สงขลานครินทร์กำหนดเรื่องวันสอบและอายุผลสอบ วันที่สอบต้องเป็นวันหลังขึ้นทะเบียนเป็นนักศึกษาแล้ว (ยกเว้นผลสอบที่เทียบเท่า CEFR B2 เช่น TOEIC ไม่น้อยกว่า 785) และผลสอบที่ยื่นต้องสอบมาแล้วไม่เกิน 2 ปีนับถึงวันที่ยื่น

ดังนั้นสิ่งแรกที่ควรทำ ไม่ใช่ซื้อหนังสือ แต่คือ เปิดประกาศเกณฑ์ภาษาอังกฤษฉบับล่าสุดของมหาวิทยาลัยและหลักสูตรตัวเอง แล้วจดไว้ 4 ข้อ คือ คะแนนที่ต้องได้ ข้อสอบที่ยอมรับ (TOEIC แบบไหนใช้ได้บ้าง) อายุของผลสอบ และกำหนดยื่นคะแนน บางแห่งมีข้อสอบของมหาวิทยาลัยเองหรือรายวิชาที่ใช้แทนได้ ซึ่งอาจเหมาะกับเราบางคนมากกว่า

ข้อสอบ TOEIC ในไทย: รูปแบบ ค่าสอบ และการรับผล

TOEIC ที่มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่หมายถึงคือ TOEIC Listening & Reading ตามหน้าแนะนำรูปแบบข้อสอบของ CPA (Thailand) เป็นข้อสอบปรนัยแบบฝนกระดาษคำตอบ 200 ข้อ ใช้เวลา 120 นาที (ฟัง 45 นาที อ่าน 75 นาที) คะแนนเต็ม 990 แยกเป็นการฟัง 495 และการอ่าน 495

ส่วนPartลักษณะจำนวนข้อ
การฟังPart 1รูปภาพ6
การฟังPart 2คำถาม–คำตอบ25
การฟังPart 3บทสนทนา (13 บท บทละ 3 ข้อ)39
การฟังPart 4บทพูด (10 บท บทละ 3 ข้อ)30
การอ่านPart 5เติมประโยคให้สมบูรณ์30
การอ่านPart 6เติมข้อความให้สมบูรณ์16
การอ่านPart 7อ่านข้อความเดี่ยว 29 ข้อ + อ่านหลายข้อความ 25 ข้อ54

(หน้าเว็บ CPA แยกการอ่านข้อความเดี่ยวและหลายข้อความเป็นข้อ 7 และ 8 ในตารางนี้รวมเป็น Part 7 ตามที่หนังสือเตรียมสอบนิยมเรียก)

หน้าแรกของ CPA (Thailand) แบ่งการสอบเป็น 2 ประเภท

ประเภทผลคะแนนใช้กับสอบในนามวันสอบค่าสอบ (บุคคลทั่วไป)การรับผล (ศูนย์สอบกรุงเทพฯ)
Institutional Program (In-House แบบกระดาษ)ใช้งานภายในประเทศบุคคลทั่วไป หรือ สถาบันการศึกษา/องค์กรจันทร์–เสาร์ ตามตารางสอบ1,800 บาทรับที่ศูนย์ได้ 1 วันทำการหลังวันสอบ (รอบวันเสาร์ 2 วันทำการ)
Public Programใช้งานทั้งในประเทศและต่างประเทศบุคคลทั่วไปเท่านั้นเดือนละ 1 ครั้ง2,000 บาทรับได้ 4 วันทำการหลังวันสอบ

ทั้งสองแบบจองผ่าน Call Center ล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วันทำการ (ไม่รับจองทางอีเมล) และ CPA ระบุว่าผลคะแนน TOEIC ได้รับการรับรอง 2 ปีนับจากวันสอบ ถ้าสอบผ่านสถาบันการศึกษาหรือคณะ ค่าสอบจะเป็นไปตามที่ตกลงกับสถาบัน ส่วนรอบ Computer-Based ที่มีราคาช่วงแนะนำ บทความนี้ไม่ได้ใส่ไว้ ก่อนสอบควรถามมหาวิทยาลัยด้วยว่าผลสอบแบบไหนใช้ยื่นจบได้

600 คะแนนอยู่ระดับไหน: ดูจากคำอธิบายคะแนนของ ETS

ETS ผู้พัฒนาข้อสอบมีคำอธิบายระดับคะแนน (Score Descriptors) ซึ่งหน้าเว็บของ CPA ก็ลิงก์ไว้ คะแนนรวม 600 อาจเป็นการฟัง 300 + การอ่าน 300 (เป็นแค่ตัวอย่าง แต่ละคนแบ่งไม่เท่ากัน) ระดับใกล้เคียงกันในเอกสารนี้สรุปได้ดังนี้

ส่วนระดับสิ่งที่มักทำได้สิ่งที่มักยังทำไม่ได้
การฟังประมาณ 300เข้าใจรายละเอียดในบทสนทนาสั้นเมื่อคำศัพท์ไม่ยากหรือยากปานกลางจับใจความบทยาวที่ต้องเชื่อมข้อมูลหลายจุด ข้อมูลที่ถูกพูดแบบเปลี่ยนคำ (paraphrase)
การอ่านประมาณ 250หาคำตอบได้เมื่อคำในเนื้อหาตรงกับคำในคำถามข้อที่ต้องตีความจากการเปลี่ยนคำ หรือต้องเชื่อมข้อมูลเกิน 2 ประโยค
การอ่านประมาณ 350เข้าใจข้อมูลแม้ถูกเขียนแบบเปลี่ยนคำ เข้าใจคำศัพท์ระดับกลางเชื่อมข้อมูลในบริเวณกว้างของข้อความ คำศัพท์ยากและสำนวน

ข้อความในตารางสรุปจากเอกสารของ ETS ส่วนต่อไปนี้เป็นการตีความของผู้เขียน ไม่ใช่ข้อความของ ETS: จากคำอธิบายนี้ สิ่งที่ต้องเพิ่มเพื่อไปถึงช่วงคะแนนนี้น่าจะเป็นคำศัพท์ระดับกลาง การอ่านโครงสร้างประโยค และการฟังคำถามสั้น ๆ ให้ทัน มากกว่าเทคนิคเฉพาะของข้อสอบ

อีกเรื่องที่ควรรู้คือ คู่มือผู้สอบของ ETS (Examinee Handbook) ระบุว่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐานของการวัด (SEM) อยู่ที่ประมาณ 25 คะแนนต่อส่วน คะแนนที่สอบได้แต่ละครั้งจึงขยับขึ้นลงได้ ถ้าเกณฑ์คือ 600 การตั้งเป้าฝึกให้เกินเกณฑ์ไว้สักหน่อยจะปลอดภัยกว่าการตั้งเป้าไว้ที่ 600 พอดี

พื้นฐานอ่อน เริ่มจากตรงไหน: ลำดับ 4 ขั้น

ขั้นทำอะไรใช้อะไรถือว่าผ่านขั้นนี้เมื่อ
1วัดระดับด้วยข้อสอบเต็มชุด 1 ครั้งข้อสอบเต็มชุดในหนังสือที่มีไฟล์เสียงและตารางแปลงคะแนน หรือแบบทดสอบวัดระดับรู้คะแนนคร่าว ๆ และรู้ว่าเสียคะแนนใน Part ไหนมากที่สุด
2ทวนไวยากรณ์พื้นฐาน + ท่องคำศัพท์ไปพร้อมกันหนังสือไวยากรณ์ 1 เล่ม + คำศัพท์ TOEIC 1 เล่ม/แอปดูประโยคแล้วบอกประธาน กริยา และชนิดของคำ (คำนาม กริยา คุณศัพท์ กริยาวิเศษณ์) ได้
3ฝึกตามรูปแบบข้อสอบ เริ่มที่ Part 5 และ Part 1–2แบบฝึก Part 5 และไฟล์เสียง Part 1–2ทำ Part 5 แล้วอธิบายได้ว่าทำไมตอบข้อนั้น
4ทำข้อสอบเต็ม 200 ข้อแบบจับเวลา แล้วแก้ Part ที่อ่อนข้อสอบเสมือนจริงทำทันเวลาครบทุกข้อ และรู้ว่าต้องแก้ Part ไหนต่อ

ขั้น 2 และ 3 ทำคู่กันได้ เช่น วันธรรมดาท่องศัพท์ทุกวัน แล้วทำ Part 5 วันละ 10 ข้อ ส่วนเสาร์อาทิตย์อ่านไวยากรณ์ทีละบท

ขั้น 1: วัดระดับก่อน แม้คะแนนจะออกมาน้อย

การดูคะแนนคร่าว ๆ ให้ใช้ข้อสอบเต็มชุดในหนังสือที่มีไฟล์เสียงและตารางแปลงคะแนน หรือแบบทดสอบวัดระดับ ส่วนตัวอย่างข้อสอบ TOEIC Listening and Reading (PDF) ที่ดาวน์โหลดฟรีจากหน้าเตรียมสอบของ ETS เท่าที่ตรวจสอบไม่มีไฟล์เสียงและตารางแปลงคะแนนมาด้วย จึงเหมาะกับการดูรูปแบบข้อสอบและคำสั่งมากกว่า คนพื้นฐานอ่อนมักอยากรอให้เก่งก่อนค่อยลองทำ แต่การทำครั้งแรกมีไว้เพื่อ ดูว่าเสียคะแนนตรงไหน ไม่ใช่เพื่อดูว่าเก่งแค่ไหน ให้นับว่าแต่ละ Part ผิดกี่ข้อ แล้วแยกสาเหตุเป็น 3 แบบ

  1. ไม่รู้ศัพท์ อ่านแล้วไม่รู้ความหมายของคำในโจทย์หรือตัวเลือก
  2. อ่านโครงสร้างประโยคไม่ออก รู้ศัพท์แต่ไม่รู้ว่าอะไรเป็นประธาน อะไรเป็นกริยา
  3. ฟังไม่ทัน ฟังประโยคสั้นได้ แต่พลาดข้อมูลที่อยู่กลางบทสนทนา

ถ้าส่วนใหญ่เป็นแบบ 1 และ 2 ให้ใช้เวลากับขั้น 2 มากหน่อย ถ้าเป็นแบบ 3 ให้เพิ่มเวลาฟัง Part 1–2 ในขั้น 3

ขั้น 2: ไวยากรณ์เล่มเดียว คำศัพท์เล่มเดียว

ไวยากรณ์ที่คนพื้นฐานอ่อนพลาดใน TOEIC ส่วนใหญ่เป็นเรื่องพื้นฐาน เช่น ชนิดของคำ (part of speech) โครงสร้างประธาน–กริยา และ tense เลือกหนังสือที่ บางพอจะอ่านจบ มา 1 เล่ม อ่านรอบแรกให้จบโดยไม่ต้องจำได้ทั้งหมด แล้วกลับมาเปิดบทที่เกี่ยวข้องเมื่อทำ Part 5 ผิด

คำศัพท์ให้ใช้หนังสือหรือแอปคำศัพท์ TOEIC แค่ชุดเดียว แล้ววนหลายรอบดีกว่าเปลี่ยนไปหลายเล่ม ท่องโดย ฟังเสียงไปด้วย เพราะคำที่รู้ความหมายแต่ไม่รู้ว่าออกเสียงอย่างไรจะใช้ใน Part การฟังไม่ได้

ขั้น 3: Part 5 กับ Part 1–2 คือจุดเริ่มที่ดีที่สุด

  • Part 5 (30 ข้อ) เป็นข้อสั้น ข้อละประโยคเดียว ใช้ฝึกไวยากรณ์และคำศัพท์จากขั้น 2 ได้ตรงที่สุด ตอนฝึกอย่าดูแค่ว่าตอบถูกหรือผิด ให้ดูว่า อธิบายเหตุผลได้หรือไม่ ข้อไหนอธิบายไม่ได้ให้กลับไปเปิดบทไวยากรณ์นั้น
  • Part 1 (6 ข้อ) และ Part 2 (25 ข้อ) ข้อสั้น ฟังแล้วตอบทันที เหมาะกับการเริ่มฝึกฟัง ข้อที่ผิดให้เปิดสคริปต์ดูว่าฟังไม่ออก หรือฟังออกแต่ไม่เข้าใจความหมาย ถ้าฟังไม่ออก ให้อ่านสคริปต์พร้อมเสียง แล้วฟังซ้ำโดยไม่ดูสคริปต์

Part 3–4 และ Part 7 ในช่วงแรกไม่จำเป็นต้องทำให้ครบทุกข้อ เมื่อศัพท์และไวยากรณ์แน่นขึ้น จำนวนข้อที่ฟังทันและอ่านทันจะเพิ่มขึ้นเอง

ขั้น 4: ทำเต็ม 200 ข้อแบบจับเวลา

ข้อสอบจริงยาว 2 ชั่วโมง ส่วนการอ่านมี 100 ข้อใน 75 นาที เฉลี่ยข้อละ 45 วินาที คนที่ไม่เคยทำเต็มชุดมักทำ Part 7 ไม่ทัน ในขั้นนี้ให้ทำเต็มชุดแบบจับเวลา แล้วกลับไปแก้ Part ที่เสียคะแนนมากที่สุด 1–2 Part ก่อนทำชุดต่อไป คู่มือของ ETS ระบุว่าคะแนนคิดจากจำนวนข้อที่ตอบถูก ตอบผิดไม่ถูกหักคะแนน จึงควรฝนคำตอบให้ครบทุกข้อ

ต้องใช้เวลาเท่าไร: ตัวเลขที่มีและข้อควรระวัง

ไม่มีตารางทางการจาก ETS หรือ CPA (Thailand) ที่บอกว่าต้องใช้กี่ชั่วโมง ตัวเลขที่มักถูกอ้างถึงมาจากงานของ Saegusa (1985) ซึ่งตามบทความของ Hashimoto (2021) มหาวิทยาลัยคานาซาวะ เป็นข้อมูล ชั่วโมงเรียนในคอร์สอบรมภาษาอังกฤษของคนทำงานในญี่ปุ่น ไม่ใช่ชั่วโมงอ่านเอง ตารางด้านล่างนำมาจากบทความของ Scott E. Bingham ในวารสารของ Miyazaki Municipal University ซึ่งหมายเหตุใต้ตารางว่าดัดแปลงจาก Saegusa (1985) ตัวเลขตรงกับค่าที่ Hashimoto ยกมาในฐานะตารางของ Trew (2007) จึงน่าจะเป็นตารางเดียวกัน (Hashimoto ยังชี้ว่าตัวเลขในตารางนี้คำนวณย้อนกลับจากงานต้นฉบับได้ยาก) (ไม่มีคอลัมน์ 600 จึงแสดงคอลัมน์ 550 และ 650 ซึ่งอยู่สองข้าง)

คะแนนตอนนี้ชั่วโมงเรียนในคอร์ส ถึง 550ถึง 650ถ้าใช้เป็นชั่วโมงอ่านเอง วันละ 1 ชม. (ถึง 550 / 650)วันละ 2 ชม. (ถึง 550 / 650)
250700 ชม.950 ชม.ประมาณ 23 / 32 เดือนประมาณ 12 / 16 เดือน
350450 ชม.700 ชม.ประมาณ 15 / 23 เดือนประมาณ 7.5 / 12 เดือน
450225 ชม.450 ชม.ประมาณ 7.5 / 15 เดือนประมาณ 4 / 7.5 เดือน
550—225 ชม.— / ประมาณ 7.5 เดือน— / ประมาณ 4 เดือน

(จำนวนเดือนคำนวณจาก 1 เดือน = 30 วัน โดยยืมชั่วโมงเรียนในคอร์สมาใช้แทนชั่วโมงอ่านเอง)

ข้อควรระวังคือ ตัวเลขนี้เป็น ชั่วโมงเรียนในคอร์สอบรม ไม่ใช่ชั่วโมงอ่านเอง มาจากข้อมูลปี 1985 ในญี่ปุ่น จึงไม่แน่ว่าข้อสอบในตอนนั้นจะเหมือนข้อสอบปัจจุบัน จำนวนเดือนในตารางเป็นการยืมชั่วโมงเรียนในคอร์สมาเป็นตัวเลขอ้างอิงสำหรับการอ่านเอง จึงใช้ได้แค่เป็น ตัวเลขสำหรับวางแผนคร่าว ๆ ไม่ใช่สัญญาว่าจะได้คะแนนตามนี้ สิ่งที่ตารางบอกชัดคือ ยิ่งเริ่มจากคะแนนต่ำ ยิ่งต้องใช้เวลามาก ถ้าพื้นฐานอ่อนมากและเกณฑ์คือ 600 ควร เริ่มตั้งแต่ปี 1–2 ไม่ใช่รอปีสุดท้าย

ถ้าเวลาไม่พอจริง ๆ มี 2 ทางที่ควรเช็ก คือ ข้อสอบอื่นหรือรายวิชาที่มหาวิทยาลัยยอมรับ (อย่างมหิดลมีทั้ง MU-ELT และรายวิชา LAEN) กับการวางแผนสอบหลายครั้ง เช่น ครั้งแรกตั้งเป้า 500 แล้วใช้ผลสอบดูว่าต้องแก้ Part ไหน ก่อนสอบครั้งถัดไปเพื่อให้ถึง 600

ตัวอย่างแผนตามเวลาที่เหลือก่อนยื่นคะแนน

แผนนี้สำหรับคนที่ตอนนี้ได้ประมาณ 400–450 และอ่านได้วันละประมาณ 1 ชั่วโมง เป็นแค่ตัวอย่างการจัดลำดับ ความเร็วของแต่ละคนไม่เท่ากัน

ช่วงทำอะไรเช็กอะไร
เดือนที่ 1ทำข้อสอบเต็มชุด 1 ครั้ง อ่านไวยากรณ์ให้จบ 1 รอบ ท่องศัพท์ทุกวันอ่านไวยากรณ์จบหรือยัง เสียคะแนน Part ไหนมากที่สุด
เดือนที่ 2–4ศัพท์รอบที่ 2 ขึ้นไป ทำ Part 5 และฟัง Part 1–2 ทุกวันPart 5 อธิบายเหตุผลได้มากขึ้นไหม
เดือนที่ 5เพิ่ม Part 3–4 และ Part 7 ทีละน้อย ทำข้อสอบเต็มชุดครั้งที่ 2คะแนนขยับจากครั้งแรกเท่าไร
เดือนที่ 6–7สอบจริงครั้งแรก แล้วแก้ Part ที่อ่อนต่อใกล้เกณฑ์แค่ไหน เหลือเวลาก่อนกำหนดยื่นเท่าไร
หลังจากนั้นทำข้อสอบเต็มชุดเดือนละ 1–2 ครั้ง สอบอีกครั้งเมื่อพร้อมถึงเกณฑ์แล้วหรือยัง

ผลสอบรอบ In-House ที่ศูนย์สอบกรุงเทพฯ รับได้เร็ว แต่การวางแผนให้มีโอกาสสอบอย่างน้อย 2 ครั้งก่อนกำหนดยื่นจะช่วยลดความกดดันได้มาก CPA กำหนดว่าจองสอบครั้งถัดไปได้หลังผลสอบครั้งล่าสุดออกแล้ว และผู้สอบสัญชาติไทยต้องเว้นระยะหลังวันสอบ: รอบ In-House 3 วันปฏิทิน รอบ Public 5 วันปฏิทิน (หน้า Public มีอีกจุดหนึ่งเขียนว่า 3 วัน ควรถามตอนจอง) ผลสอบของครั้งที่สอบซ้ำภายในระยะเว้นจะเป็นโมฆะและไม่คืนค่าสอบ

เลือกหนังสือและแอปอย่างไร (รวมถึงแอปฟรี)

ไม่ว่าจะเลือกหนังสือหรือแอป ให้ดูตามบทบาทในแต่ละขั้น

ประเภทเหมาะกับขั้นไหนควรดูอะไรก่อนเลือก
ตัวอย่างข้อสอบและคู่มือของ ETS (ฟรี)ก่อนสอบจริงเป็นรูปแบบทางการ ใช้ดูรูปแบบข้อสอบและคำสั่ง (เท่าที่ตรวจสอบไม่มีไฟล์เสียงและตารางแปลงคะแนนมาด้วย จึงใช้ประเมินคะแนนไม่ได้)
หนังสือไวยากรณ์พื้นฐาน2บางพอจะอ่านจบ มีแบบฝึกเรื่องชนิดของคำและโครงสร้างประโยค
หนังสือ/แอปคำศัพท์ TOEIC2มีเสียงอ่าน ใช้วนซ้ำได้ ไม่ต้องหลายชุด
แอปฝึกทำข้อสอบ3, 4มีครบ Part 1–7 ไหม มีคำอธิบายภาษาไทยไหม ฝึกแยก Part ได้ไหม มีข้อสอบเต็มชุดแบบจับเวลาไหม
หนังสือข้อสอบเสมือนจริง1, 4มีข้อสอบเต็ม 200 ข้อ พร้อมไฟล์เสียง เฉลย และตารางแปลงคะแนน

ถ้ากำลังหา แอปฟรี ให้เช็ก 4 เรื่องนี้ก่อนลง

  1. ฟรีแค่ไหน ฟรีทุกวัน หรือฟรีแค่ช่วงทดลอง ฟรีวันละกี่ข้อ ข้อสอบเต็มชุดต้องจ่ายไหม
  2. คำอธิบายเป็นภาษาไทยไหม สำหรับคนพื้นฐานอ่อน คำอธิบายว่าทำไมข้อนี้ถูก สำคัญกว่าจำนวนข้อ
  3. ครบ Part 1–7 ไหม บางแอปเน้นแค่คำศัพท์หรือบาง Part
  4. บอกได้ไหมว่าอ่อน Part ไหน ถ้าแอปบอกได้ จะรู้ว่าวันนี้ควรฝึกอะไร โดยไม่ต้องเดาเอง

สิ่งที่แอปส่วนใหญ่ทำไม่ได้คือการสอนไวยากรณ์ตั้งแต่ต้นอย่างเป็นระบบ คนพื้นฐานอ่อนจึงควรใช้หนังสือในขั้น 2 แล้วเพิ่มแอปตอนเริ่มฝึกตามรูปแบบข้อสอบในขั้น 3 แบบนี้หนังสือกับแอปจะไม่ทำหน้าที่ซ้ำกัน

ทำแบบเดียวกันใน Otteric

Otteric เป็นแอปเตรียมสอบ TOEIC L&R ที่ใช้งานผ่านเบราว์เซอร์ ใช้แทนขั้น 1, 3 และ 4 ของบทความนี้ได้

  • แบบทดสอบวัดระดับประมาณ 6 นาที ทำได้ก่อนสมัครสมาชิก บอกช่วงคะแนนตอนนี้และ Part ที่ควรเริ่มก่อน
  • ฝึกแยก Part 1–7 พร้อมคำอธิบายภาษาไทย Part 5 มีคำอธิบายว่าทำไมตอบข้อนั้น ส่วน Part 3–4 และ Part 6–7 คำอธิบายจะไฮไลต์จุดในบทสนทนาหรือบทความที่บอกคำตอบ
  • ชุดฝึกประจำวันที่ AI เลือกให้ ชุดละ 5–10 นาที โดยดู Part ที่อ่อน จังหวะการทบทวน และจำนวนวันที่เหลือก่อนวันสอบที่ตั้งไว้
  • ข้อสอบจำลอง 4 ขนาด 30 ข้อ (ประมาณ 18 นาที) 50 ข้อ (ประมาณ 30 นาที) 100 ข้อ (ประมาณ 60 นาที) และ 200 ข้อเท่าข้อสอบจริง (ประมาณ 120 นาที) หยุดกลางคันได้ และแสดงคะแนนที่คาดว่าจะได้ (แพ็กเกจฟรีทำข้อสอบจำลอง 30 ข้อได้เดือนละไม่เกิน 2 ครั้ง ส่วน 50, 100 และ 200 ข้อเป็นพรีเมียม)

แพ็กเกจฟรีไม่ต้องใช้บัตรเครดิตสมัคร และใช้ได้ตลอดไป ได้แก่ ฝึกทำโจทย์วันละ 3 ชุด (ใช้กับชุดโจทย์แนะนำหรือฝึกแยกตาม Part ก็ได้) ข้อสอบจำลอง 30 ข้อ เดือนละไม่เกิน 2 ครั้ง สมุดคำศัพท์สูงสุด 100 คำ แบบทดสอบวัดระดับประมาณ 6 นาที คะแนนคาดการณ์และกราฟพัฒนาการ และคำอธิบายพร้อมคำแปลภาษาไทย ปฏิทินการเรียนดูย้อนหลังได้ 2 สัปดาห์ (โจทย์ที่ทำแล้วและคำอธิบายเปิดดูซ้ำได้ตลอดจากประวัติการเรียน) แพ็กเกจพรีเมียมราคา ฿191/เดือน หรือ ฿1,614/ปี (เฉลี่ยประมาณ ฿135/เดือน) ตามราคา ณ เดือนตุลาคม 2026 ฝึกทำโจทย์ ข้อสอบจำลอง และสมุดคำศัพท์ได้ไม่จำกัด เลือกข้อสอบจำลองได้ทั้ง 4 ขนาด (30, 50, 100 และ 200 ข้อ) และดูปฏิทินการเรียนได้ทั้งหมด ยกเลิกได้ทุกเมื่อ และหลังยกเลิกยังใช้ฟีเจอร์ฟรีได้ตามเดิม

สิ่งที่ Otteric ไม่มีคือบทเรียนไวยากรณ์ตั้งแต่พื้นฐานแบบหนังสือ และการฝึกฝนกระดาษคำตอบจริง ขั้น 2 จึงควรใช้หนังสือ และก่อนสอบควรลองทำข้อสอบแบบกระดาษอย่างน้อย 1 ครั้ง

เลือกตามสถานการณ์

  • ยังไม่รู้ว่ามหาลัยกำหนดอะไร เปิดประกาศเกณฑ์ภาษาอังกฤษของมหาวิทยาลัยและหลักสูตรก่อน จดคะแนน ข้อสอบที่รับ อายุผลสอบ และกำหนดยื่น
  • พื้นฐานอ่อนมาก ไม่รู้คะแนนตัวเอง ทำแบบทดสอบวัดระดับ หรือข้อสอบเต็มชุดในหนังสือที่มีไฟล์เสียงและตารางแปลงคะแนนก่อน แล้วเริ่มขั้น 2 ด้วยไวยากรณ์ 1 เล่มกับคำศัพท์ 1 ชุด
  • ได้ประมาณ 450–500 เกณฑ์ 600 ไวยากรณ์อ่านเฉพาะบทที่อ่อน เน้น Part 5 และ Part 3–4 แล้วทำข้อสอบเต็มชุดแบบจับเวลาเดือนละ 1–2 ครั้ง
  • เหลือเวลาน้อยก่อนยื่นจบ เช็กทางเลือกอื่นที่มหาวิทยาลัยยอมรับ (ข้อสอบของมหาวิทยาลัย รายวิชา) ควบคู่กับการเตรียม TOEIC
  • อยากเริ่มด้วยของฟรี ใช้ตัวอย่างข้อสอบและคู่มือของ ETS ดูรูปแบบข้อสอบ แล้วฝึกทำโจทย์ด้วยแอปที่ฟรีทุกวันและมีคำอธิบายภาษาไทย

แหล่งข้อมูล (ตรวจสอบเมื่อ 27 ตุลาคม 2569)

คำถามที่พบบ่อย

มหาลัยกำหนด TOEIC 600 ถึงจะจบ พื้นฐานอ่อนมาก ควรเริ่มอ่านจากตรงไหน?

เริ่มจากทำข้อสอบเต็มชุด 1 ครั้งเพื่อดูว่าเสียคะแนน Part ไหน แล้วทวนไวยากรณ์พื้นฐาน 1 เล่มกับคำศัพท์ TOEIC 1 ชุดไปพร้อมกัน ต่อด้วยการฝึก Part 5 และ Part 1–2 ซึ่งเป็นข้อสั้น และปิดท้ายด้วยข้อสอบเต็ม 200 ข้อแบบจับเวลา

ทุกมหาวิทยาลัยใช้เกณฑ์ TOEIC 600 เหมือนกันไหม?

ไม่เหมือนกัน ตัวอย่างเช่น ประกาศมหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2569 ใช้ TOEIC 600 ขึ้นไปเป็นทางเลือกหนึ่ง ส่วนมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (นักศึกษารหัส 67 เป็นต้นไป) ใช้ไม่น้อยกว่า 550 และทั้งสองแห่งยอมรับข้อสอบอื่นด้วย ควรเช็กประกาศฉบับล่าสุดของมหาวิทยาลัยและหลักสูตรตัวเอง

สอบ TOEIC ในไทยค่าสอบเท่าไร?

ตามเว็บไซต์ CPA (Thailand) ณ วันที่ 27 ตุลาคม 2569 รอบ In-House แบบกระดาษในนามบุคคลทั่วไปคือ 1,800 บาท และรอบ Public คือ 2,000 บาท ชำระในวันสอบด้วยเงินสด บัตรเครดิต หรือ QR code ถ้าสอบผ่านมหาวิทยาลัยหรือองค์กร ค่าสอบเป็นไปตามที่ตกลงกับสถาบัน

ผลสอบ TOEIC ใช้ยื่นจบได้นานแค่ไหน?

CPA (Thailand) ระบุว่าผลคะแนนได้รับการรับรอง 2 ปีนับจากวันสอบ และมหาวิทยาลัยอาจกำหนดเพิ่ม เช่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ให้ยื่นผลที่สอบมาไม่เกิน 2 ปีนับถึงวันยื่น และต้องสอบหลังขึ้นทะเบียนเป็นนักศึกษาแล้ว ยกเว้นผลสอบที่เทียบเท่า CEFR B2 เช่น TOEIC ไม่น้อยกว่า 785 ซึ่งใช้ผลที่สอบก่อนเข้าเรียนได้

จาก 400 กว่าคะแนนไป 600 ต้องใช้เวลานานแค่ไหน?

ไม่มีตารางทางการจาก ETS หรือ CPA ตารางที่มักถูกอ้างถึง (ดัดแปลงจาก Saegusa, 1985) ระบุว่าจาก 450 ไป 550 ใช้ราว 225 ชั่วโมง และไป 650 ใช้ราว 450 ชั่วโมง แต่เป็นชั่วโมงเรียนในคอร์สอบรมของคนทำงานญี่ปุ่นเมื่อปี 1985 ไม่ใช่ชั่วโมงอ่านเอง ถ้ายืมมาใช้กับการอ่านเองวันละ 1 ชั่วโมงคือประมาณ 7.5–15 เดือน จึงใช้เป็นตัวเลขวางแผนคร่าว ๆ เท่านั้น

มีแอปฝึกทำข้อสอบ TOEIC ฟรีไหม ควรเลือกอย่างไร?

ให้ดู 4 เรื่อง คือ ฟรีทุกวันหรือแค่ช่วงทดลอง มีคำอธิบายภาษาไทยไหม ครบ Part 1–7 ไหม และบอกได้ไหมว่าอ่อน Part ไหน นอกจากแอปแล้ว ETS ยังมีตัวอย่างข้อสอบและคู่มือผู้สอบให้ดาวน์โหลดฟรี ใช้ดูรูปแบบข้อสอบได้

พื้นฐานอ่อนมาก ใช้แอปอย่างเดียวพอไหม?

แอปส่วนใหญ่เป็นเครื่องมือฝึกทำโจทย์ ไม่ได้สอนไวยากรณ์ตั้งแต่ต้นอย่างเป็นระบบ ควรใช้หนังสือไวยากรณ์ 1 เล่มวางพื้นฐาน แล้วใช้แอปตอนฝึกตามรูปแบบข้อสอบ

Otteric ใช้เตรียม TOEIC 600 เพื่อจบได้ไหม?

ใช้ได้ในส่วนวัดระดับ ฝึกแยก Part 1–7 พร้อมคำอธิบายภาษาไทย และข้อสอบจำลองหลายขนาด (แพ็กเกจฟรีทำข้อสอบจำลอง 30 ข้อได้เดือนละไม่เกิน 2 ครั้ง ส่วน 50, 100 และ 200 ข้อเป็นพรีเมียม) แต่ไม่มีบทเรียนไวยากรณ์ตั้งแต่พื้นฐาน จึงควรใช้คู่กับหนังสือไวยากรณ์