เรียน TOEIC จาก YouTube ฟรี (ครูดิว ครูโจ) ดูอย่างไรให้ได้คะแนน และเติมการทำโจทย์ตรงไหน

ทีมบรรณาธิการ Otteric ・ เผยแพร่

สรุปสั้น ๆ

จากชื่อเพลย์ลิสต์และชื่อคลิป ช่อง YouTube ของครูดิวและครูโจมีคลิปเรื่องเทคนิค ไวยากรณ์ และคำศัพท์ให้ดู (ผู้เขียนยังไม่ได้ลองเรียนตามคลิปจนจบ จึงไม่ประเมินผล) แต่ การดูคลิปเป็นการ "ฟังคนอธิบาย" ไม่ใช่การ "ฝึกทำข้อสอบ" ข้อเสนอของบทความนี้คือ ดูคลิปทีละหัวข้อ แล้วทำโจทย์ Part เดียวกันทันที และอ่านเฉลยทุกข้อ ซึ่งงานส่วนหลังนี้ต้องหาโจทย์มาเติมเอง ของฟรีที่เป็นทางการคือตัวอย่างข้อสอบของ ETS ที่มี 60 ข้อ ไม่ใช่ 200 ข้อ ส่วนช่องครูโจมีคลิปที่ชื่อบอกว่ามีข้อสอบพร้อมเฉลย ถ้าอยากรู้ระดับตัวเองก่อนเลือกคลิป Otteric มีแบบทดสอบ 14 ข้อ ประมาณ 6 นาที ทำได้ก่อนสมัครสมาชิก

เวลาถามว่า "อยากเรียน TOEIC ฟรีจาก YouTube ควรเริ่มที่ช่องไหน" มักได้ชื่อ ครูดิว กับ ครูโจ กลับมา ส่วนคำถามที่ตามมาคือ ดูอย่างเดียวพอไหม และถ้าไม่พอต้องไปหาโจทย์จากไหนมาเพิ่ม

บทความนี้ไม่ได้จัดอันดับช่อง และไม่ได้บอกว่าช่องไหนทำให้คะแนนขึ้นเท่าไร เพราะไม่มีข้อมูลที่ตรวจสอบได้แบบนั้น สิ่งที่ทำคือเปิดหน้า YouTube ของทั้งสองช่องดูว่ามีเนื้อหาอะไรให้ดู แล้วเสนอวิธีใช้คลิปคู่กับการทำโจทย์ วิธีที่เสนอเป็น ความเห็นของผู้เขียน ไม่ใช่ข้อมูลทางการจาก ETS หรือ CPA (Thailand)

ช่อง YouTube ที่ถูกพูดถึงบ่อย มีอะไรให้ดู

ข้อมูลในตารางมาจากหน้าช่องและหน้าเพลย์ลิสต์ของแต่ละช่องบน YouTube ซึ่งผู้เขียนอ่านชื่อช่อง คำอธิบายช่อง และชื่อเพลย์ลิสต์กับชื่อคลิป ไม่ได้ดูเนื้อหาในคลิปทุกคลิป จำนวนผู้ติดตามและจำนวนคลิปเปลี่ยนตลอดเวลา จึงไม่ได้ใส่ไว้

ครูดิวครูโจ
ชื่อช่องติวสอบ TOEIC กับ ครูดิวคอร์สติว CU-TEP TOEIC IELTS by ครูโจ ENG ME UP
ขอบเขตช่องTOEIC เป็นหลัก คำอธิบายช่องเน้นคนพื้นฐานน้อยที่ต้องใช้คะแนน TOEICติว CU-TEP, TOEIC และ IELTS รวมกันในช่องเดียว
เพลย์ลิสต์ที่เกี่ยวกับ TOEIC (ตามชื่อ)"คำศัพท์ TOEIC พร้อมสอบใน 14 วัน", "ติวฟรี TOEIC 14 วันกับครูดิว", "Grammar GO!", "ติว Live สด Basic Grammar", "ติว TOEIC LIVE สด ครบทุกพาร์ท", "รีวิวข้อสอบ TOEIC® 2026""TOEIC Techniques : ตัวอย่างเทคนิคในคอร์สเตรียมสอบ TOEIC", "จับไต๋ข้อสอบ TOEIC 2026", "ตัวอย่างคอร์ส Grammar Brain Map I เรียน Grammar ฟรีกว่า 5 ชั่วโมง"
คลิปที่ชื่อบอกว่าฟรีหรือมีข้อสอบเพลย์ลิสต์ "ติวฟรี TOEIC 14 วันกับครูดิว ..." (ไม่พบคลิปที่ชื่อบอกว่าให้ทำโจทย์)"สื่อเรียนติว TOEIC ออนไลน์ฟรี! 20+ ชั่วโมง + E-Testing พร้อมเฉลย 5 ชม."
สิ่งที่ควรรู้หน้าช่องมีแท็บ Courses ด้วย ผู้เขียนไม่ได้เปิดดูว่ามีค่าใช้จ่ายเท่าไรเพลย์ลิสต์ชื่อ "ตัวอย่างเทคนิคในคอร์ส..." แปลว่าเป็นคลิปตัวอย่างของคอร์สที่ช่องขายอยู่ และหน้าช่องมีแท็บ Courses เช่นกัน

ข้อสังเกตจากตาราง

  • สองช่องนี้เป็นช่องของผู้สอนที่เปิดสอนคอร์สด้วย คลิปฟรีจึงมีทั้งที่สอนเต็ม ๆ และที่เป็นตัวอย่างของคอร์ส ก่อนวางแผนว่าจะเรียนจากคลิปฟรีล้วน ๆ ควรลองดูชุดแรกของเพลย์ลิสต์ที่สนใจว่าครบเรื่องที่ต้องการไหม
  • ช่องของครูโจในตารางคือช่อง ENG ME UP (@ENGMEUPSchool) ตามชื่อช่องและชื่อเพลย์ลิสต์ที่ระบุ ผู้เขียนไม่ทราบว่า "ครูโจ" ที่ถูกแนะนำในที่ต่าง ๆ หมายถึงช่องนี้หรือไม่ จึงไม่ยืนยันว่าเป็นคนเดียวกัน
  • ผู้เขียนไม่ได้ทดลองเรียนตามคลิปจนจบ จึงไม่ประเมินว่าช่องไหนอธิบายเข้าใจง่ายกว่า เรื่องนี้ต้องลองดูเองสัก 1–2 คลิป

ทำไมดูคลิปอย่างเดียวถึงมักไม่พอ

การดูคนสอนทำให้รู้สึกว่าเข้าใจ เพราะเห็นเขาตอบได้ทันที แต่ในห้องสอบไม่มีใครอธิบายให้ ต้องคิดเองและเลือกคำตอบเองภายในเวลาจำกัด ข้อสอบ TOEIC Listening & Reading ตามหน้ารูปแบบข้อสอบของ CPA (Thailand) มี 200 ข้อ ใช้เวลา 120 นาที (ฟัง 45 นาที อ่าน 75 นาที) เฉลี่ยแล้วเวลาต่อข้อสั้นมาก ทักษะที่ใช้จึงเป็นการทำให้ได้เองและทำให้ทัน ซึ่งฝึกได้จากการลงมือทำ ไม่ใช่จากการดู (ความเห็นของผู้เขียน)

อาการที่มักเกิดกับคนที่ดูคลิปเยอะแต่ทำโจทย์น้อย

  • ตอนดูแล้วเข้าใจ แต่พอเจอข้อใหม่ที่หน้าตาต่างออกไปเล็กน้อยก็ตอบไม่ได้
  • รู้ชื่อเทคนิคหลายอย่าง แต่ไม่รู้ว่าข้อนี้ควรใช้เทคนิคไหน
  • ไม่เคยจับเวลา จึงไม่รู้ว่าตัวเองทำ Part 7 ไม่ทัน

ทั้งหมดนี้เป็นข้อสังเกตทั่วไป ไม่ใช่ผลสำรวจ แต่ใช้เป็นเหตุผลว่าทำไมควรวางโจทย์ไว้คู่กับคลิปตั้งแต่แรก

วิธีใช้คลิปคู่กับโจทย์ (ข้อเสนอของบทความนี้)

หลักง่าย ๆ คือ คลิปละหัวข้อ แล้วทำโจทย์หัวข้อเดียวกันทันที

  1. เลือกหัวข้อเดียว เช่น Part 5 เรื่องชนิดของคำ หรือ Part 2 คำถามแบบ Wh-
  2. ดูคลิปแล้วจดสั้น ๆ ว่าได้อะไร 2–3 บรรทัด ไม่ต้องจดทุกคำ
  3. ทำโจทย์ Part เดียวกันทันที โดยยังไม่เปิดคลิปดูซ้ำ ลองใช้สิ่งที่เพิ่งเรียนกับข้อที่ไม่เคยเห็น
  4. อ่านเฉลยทุกข้อ รวมข้อที่ถูก แล้วจดข้อที่ผิดพร้อมสาเหตุ เช่น ไม่รู้ศัพท์ อ่านโครงสร้างไม่ออก ฟังไม่ทัน
  5. กลับไปดูคลิปเฉพาะตอนที่เกี่ยวกับสาเหตุนั้น ไม่ต้องดูทั้งคลิปซ้ำ

ส่วนสัดส่วนเวลา ผู้เขียนไม่มีตัวเลขที่ตรวจสอบได้ว่าควรดูต่อทำเท่าไร ลองเริ่มจากให้เวลาทำโจทย์และอ่านเฉลยไม่น้อยกว่าเวลาที่ดูคลิป แล้วปรับตามที่รู้สึก ถ้าทำโจทย์แล้วผิดซ้ำเรื่องเดิม ให้เพิ่มเวลาที่ดูคลิปเรื่องนั้น ถ้าผิดเพราะไม่ทัน ให้เพิ่มโจทย์จับเวลา

คลิปยาวหลายชั่วโมงอย่างไลฟ์ติวสดไม่จำเป็นต้องดูรวดเดียว แบ่งดูตามหัวข้อ แล้วหยุดทำโจทย์เองก่อนฟังเฉลยในคลิป จะได้ประโยชน์เหมือนทำข้อสอบจริงมากขึ้น

โจทย์ฟรีมาจากไหนได้บ้าง

แหล่งมีอะไรข้อจำกัด
ตัวอย่างข้อสอบของ ETSไฟล์ TOEIC Listening and Reading Sample Tests (PDF) มีหน้าเฉลยคำตอบ (Sample Form Correct Answers) และสคริปต์ส่วนฟัง รายการเฉลยมีข้อ 1–2, 7–10, 101–105 เป็นต้น รวมทั้งหมด 60 ข้อ (ฟัง 30 อ่าน 30)เป็นตัวอย่างบางส่วนของแต่ละ Part ไม่ใช่ชุดเต็ม 200 ข้อ ใช้ดูรูปแบบและลองเทคนิคได้ แต่ไม่พอสำหรับฝึกปริมาณมาก
คลิปที่มีข้อสอบพร้อมเฉลยในช่อง YouTubeตามชื่อคลิปข้างบน คือคลิปของครูโจที่ชื่อบอกว่ามี E-Testing พร้อมเฉลยเนื้อหาและคุณภาพของโจทย์ในคลิปผู้เขียนไม่ได้ตรวจทีละข้อ จึงไม่รับรองว่าตรงข้อสอบจริงแค่ไหน
เว็บและแอปฝึกโจทย์ฟรีที่มีคำอธิบายภาษาไทยดูตัวอย่างการเทียบที่บทความเปรียบเทียบแหล่งฝึก TOEIC ฟรีที่มีคำอธิบายภาษาไทย และบทความข้อสอบ TOEIC ตัวอย่างฟรีพร้อมเฉลยแต่ละแหล่งจำกัดต่างกัน ต้องเช็กเงื่อนไขฟรีเอง

เรื่องแผนใช้ของฟรีล้วน ๆ ว่าตรงไหนพอ ตรงไหนต้องจ่าย ดูต่อที่บทความ ไม่ซื้อคอร์ส ใช้แอปฟรีฝึก TOEIC เองพอไหม และถ้ามีเวลาวันละไม่มาก ดูบทความเตรียม TOEIC วันละ 15–30 นาที

ตัวอย่างการจัดสัปดาห์ (ข้อเสนอ ปรับได้)

ช่วงทำอะไร
ต้นสัปดาห์เลือก 1–2 หัวข้อจากคลิป เช่น ไวยากรณ์ที่ยังไม่แน่น ดูแล้วทำโจทย์ Part 5 ที่เกี่ยวข้องทันที
กลางสัปดาห์ฝึก Part ที่ผิดมากสุดโดยไม่ดูคลิปก่อน แล้วค่อยกลับไปดูเฉพาะช่วงที่เกี่ยวกับข้อที่ผิด
ท้ายสัปดาห์ทำโจทย์จับเวลาให้ต่อเนื่องกว่าปกติ เช่น ฟังต่อเนื่องหรืออ่านแบบจับเวลา และทวนข้อที่ผิด

ถ้ามีกำหนดสอบหรือกำหนดยื่นคะแนน ให้เริ่มจากการวัดระดับตัวเองก่อน แล้วค่อยเลือกคลิปที่ตรงกับ Part ที่อ่อนที่สุด ดีกว่าดูตามลำดับของช่องตั้งแต่ต้น

Otteric ใช้เติมส่วนโจทย์ได้แค่ไหน

Otteric เป็นแอปเตรียมสอบ TOEIC L&R โดยเฉพาะ ใช้ผ่านเบราว์เซอร์ ไม่ต้องติดตั้ง ใช้เป็นส่วน "ทำโจทย์" คู่กับคลิปได้

  • แบบทดสอบวัดระดับ 14 ข้อ ประมาณ 6 นาที ทำได้ก่อนสมัครสมาชิก ได้ช่วงคะแนนโดยประมาณและผลราย Part ใช้เลือกว่าจะเปิดคลิปเรื่องไหนก่อน
  • ฝึกฟรีวันละ 3 ชุด ชุดละ 5–10 นาที เลือกชุดแนะนำหรือฝึกแยกตาม Part ได้ ใช้ทำโจทย์หลังดูคลิปหัวข้อนั้น
  • คำอธิบายพร้อมไฮไลต์จุดที่บอกคำตอบ และคำแปลภาษาไทย ใช้ในขั้นอ่านเฉลยและหาสาเหตุที่ผิด
  • ข้อสอบจำลอง 30 ข้อ เดือนละ 2 ครั้ง และสมุดคำศัพท์ 100 คำ ในแพ็กเกจฟรี

ทั้งนี้ Otteric ไม่มีวิดีโอสอน จึงเหมาะใช้คู่กับคลิปที่ชอบมากกว่าใช้แทน พรีเมียม ฿191/เดือน หรือ ฿1,614/ปี ฝึกและทำข้อสอบจำลองไม่จำกัด ดูฟีเจอร์ทั้งหมดได้ที่ จุดเด่นของ Otteric

แหล่งข้อมูล

คำถามที่พบบ่อย

เรียน TOEIC จาก YouTube ฟรีอย่างเดียวพอไหม?

ผู้เขียนยังไม่ได้ลองเรียนตามคลิปจนจบจึงไม่ประเมินผล แต่การดูคลิปเป็นการฟังคนอธิบาย ไม่ใช่การฝึกทำข้อสอบ ข้อเสนอของบทความนี้คือหลังดูคลิปแต่ละหัวข้อ ให้ทำโจทย์ Part เดียวกันทันที อ่านเฉลยทุกข้อ และหาโจทย์จับเวลามาเติมเอง

ครูดิวกับครูโจมีคลิปฟรีเรื่องอะไรบ้าง?

จากชื่อเพลย์ลิสต์และชื่อคลิปในหน้า YouTube ช่องครูดิวมีเพลย์ลิสต์คำศัพท์ TOEIC 14 วัน ไวยากรณ์ ติวสดครบทุกพาร์ท และรีวิวข้อสอบ ส่วนช่อง ENG ME UP ของครูโจมีคลิปเทคนิค TOEIC คลิปวิเคราะห์ข้อสอบ และคลิปที่ชื่อบอกว่ามีข้อสอบพร้อมเฉลย ทั้งสองช่องมีแท็บ Courses ด้วย ผู้เขียนไม่ได้ตรวจเนื้อหาในคลิปทุกคลิป

ดูคลิปแล้วควรหาโจทย์ฝึกจากไหน?

ตัวอย่างข้อสอบทางการของ ETS ที่ดาวน์โหลดฟรีมี 60 ข้อ (ฟัง 30 อ่าน 30) พร้อมเฉลยและสคริปต์ส่วนฟัง แต่ไม่ใช่ชุดเต็ม 200 ข้อ นอกจากนี้อาจใช้เว็บและแอปฝึกโจทย์ฟรีที่มีคำอธิบายภาษาไทย ซึ่งแต่ละแหล่งมีข้อจำกัดของส่วนฟรีต่างกัน

ควรดูคลิปกี่ชั่วโมงต่อทำโจทย์กี่ข้อ?

ไม่มีตัวเลขทางการที่ตรวจสอบได้ ข้อเสนอของบทความนี้คือเริ่มจากให้เวลาทำโจทย์และอ่านเฉลยไม่น้อยกว่าเวลาที่ดูคลิป แล้วปรับตามผล ถ้าผิดซ้ำเรื่องเดิมให้กลับไปดูคลิปเรื่องนั้น ถ้าผิดเพราะทำไม่ทันให้เพิ่มโจทย์จับเวลา

Otteric มีวิดีโอสอนไหม?

ไม่มี Otteric เป็นแอปฝึกโจทย์ มีคำอธิบายรายข้อพร้อมไฮไลต์จุดที่บอกคำตอบและคำแปลภาษาไทย ฝึกฟรีวันละ 3 ชุด ชุดละ 5–10 นาที จึงใช้คู่กับคลิป YouTube ที่ชอบได้ พรีเมียม ฿191 ต่อเดือน หรือ ฿1,614 ต่อปี